Scroll Down
เลี้ยงลูกเชิงบวก (Positive Parenting)
การเลี้ยงลูกเชิงบวกเป็นแนวคิดที่พยายาม ทำความเข้าใจพัฒนาการตามวัยของเด็ก
การเลี้ยงลูกเชิงบวก เป็นการทำความเข้าใจพัฒนาการตามวัยของเด็ก และเข้าใจธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพราะจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการเลี้ยงลูกเชิงบวกคือ การเข้าใจถึงตัวตนของลูก เพื่อให้เขาได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพตามธรรมชาติของตนเอง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกมั่นคง เต็มไปด้วยความรักความเข้าใจกันทำให้เด็กสามารถพัฒนาพฤติกรรมที่ดีขึ้น ทำให้เป็นคนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าในทุกๆ ด้าน และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้
3 หลักการสำคัญ
ที่ควรอยู่ในใจของคุณพ่อคุณแม่อยู่เสมอ
3 หลักการสำคัญ ที่ควรอยู่ในใจของคุณพ่อคุณแม่อยู่เสมอ
การเลี้ยงดูที่เข้าใจพัฒนาการ และธรรมชาติของเด็ก
เพราะพ่อแม่ในยุคปัจจุบันอาจยังไม่มี ความเข้าใจพัฒนาการของลูกอย่างแท้จริง การหนุนเสริมพัฒนาการของลูกในแต่ละ ช่วงวัยอย่างเหมาะสมจึงไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่เข้าใจธรรมชาติของลูก บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจทำสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางพัฒนาการโดยไม่ได้ตั้งใจ
สร้างและกระตุ้นพฤติกรรม ที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นตามวัย
การส่งเสริมลูกตามวัยจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเรียนรู้อย่างมีความสุข ขณะที่การเร่งเรียนรู้จะทำให้เด็กรู้สึกเหนื่อย และเบื่อหน่ายกับการเรียนรู้ในอนาคต ส่งผลต่อการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป
แก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ของลูกอย่างสร้างสรรค์
เด็กแต่ละวัยจะมีพฤติกรรมต่างกัน บางครั้งมีหลายปัจจัยส่งผลทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่มีปัญหาซึ่งคุณพ่อคุณแม่ ควรหาทางแก้ไขสาเหตุของปัญหา พฤติกรรมนั้นอย่างตรงจุด แก้ที่การกระทำของลูกไม่ใช่แก้บนความคาดหวังของพ่อแม่ และเข้าใจในพัฒนาการลูก จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
ปัญหาหนักใจแต่ในละช่วงวัย
ในแต่ละช่วงวัยมีปัญหาหนักใจให้พ่อแม่ต้องค้นหาวิธีการเลี้ยงดูเชิงบวก เพื่อรับมือกับปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามวัย
ช่วงขวบปีแรก ลูกจะแสดงออกถึงความต้องการให้ช่วยเหลือด้วยการร้องไห้ เช่น ผ้าอ้อมเปียก ร้อน หรือหนาว ไม่สบายตัว หรือการร้องเพราะอยากให้อุ้มลูกร้องเพื่อสื่อสารให้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพยายามพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกด้วยตัวเอง เข้าไปช่วยเหลือให้ลูกสบายตัวอุ้มขึ้นมาชวนคุย ร้องเพลงให้ลูกฟัง เล่นกับลูก แหย่ให้ลูกหัวเราะ
อย่าปล่อยให้ลูกว้าเหว่
สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงวัยนี้คือ การสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นโดยการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ ซึ่งความผูกพันอาจไม่พัฒนาขึ้นมาเลยถ้าในช่วงวิกฤต อายุ 5 - 12 เดือน คุณพ่อคุณแม่และลูกไม่ได้มีการพัฒนาสายสัมพันธ์ที่มีต่อกันขึ้นมา ดังนั้นในช่วงแรกของชีวิตนี้ลูกต้องได้รับการกระตุ้นโดยการอุ้มสัมผัส พูดด้วย เล่นด้วย มีการเลี้ยงดูที่ใกล้ชิดให้ความรักความอบอุ่นและตอบสนองต่อความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ และเพื่อให้ลูกสามารถมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคงและใกล้ชิดกับผู้อื่นต่อไปในอนาคตได้
ช่วงขวบปีแรก ลูกจะแสดงออกถึงความต้องการให้ช่วยเหลือด้วยการร้องไห้ เช่น ผ้าอ้อมเปียก ร้อน หรือหนาว ไม่สบายตัว หรือการร้องเพราะอยากให้อุ้มลูกร้องเพื่อสื่อสารให้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพยายามพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกด้วยตัวเอง เข้าไปช่วยเหลือให้ลูกสบายตัวอุ้มขึ้นมาชวนคุย ร้องเพลงให้ลูกฟัง เล่นกับลูก แหย่ให้ลูกหัวเราะ
อย่าปล่อยให้ลูกว้าเหว่
สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงวัยนี้คือ การสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นโดยการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ ซึ่งความผูกพันอาจไม่พัฒนาขึ้นมาเลยถ้าในช่วงวิกฤต อายุ 5 - 12 เดือน คุณพ่อคุณแม่และลูกไม่ได้มีการพัฒนาสายสัมพันธ์ที่มีต่อกันขึ้นมา ดังนั้นในช่วงแรกของชีวิตนี้ลูกต้องได้รับการกระตุ้นโดยการอุ้มสัมผัส พูดด้วย เล่นด้วย มีการเลี้ยงดูที่ใกล้ชิดให้ความรักความอบอุ่นและตอบสนองต่อความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ และเพื่อให้ลูกสามารถมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคงและใกล้ชิดกับผู้อื่นต่อไปในอนาคตได้
แนวทางการเลี้ยงดูเพื่อความสำเร็จในอนาคต
โภชนาการ (Nutrition)
ดูรายละเอียด
ช่วงแรกของชีวิต เป็นโอกาสทองที่ลูกจะมีพัฒนาการ ด้านต่างๆซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของลูกในระยะยาว
การเลี้ยงดู (Nurturing)
ดูรายละเอียด
ทุกก้าวสู่ความสำเร็จและความสุขในอนาคตของลูก เป็นผลจากการเอาใจใส่เลี้ยงดู บ่มเพาะให้ลูกน้อยเติบโต ได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกด้าน
Executive Functions
ดูรายละเอียด
การฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงวัย 3-6 ขวบเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF ด้านต่างๆให้กับเด็ก
"เรียนรู้เพื่อสร้างภูมิต้านทานอุปสรรค ให้ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต"